เจาะยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่เน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การค้าสีเขียว และการหนุน SME เพื่อยืนหยัดและเติบโตท่ามกลางการแข่งขันทั้งในภูมิภาคและเวทีโลก
ปี 2569 เป็นปีชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย เมื่อประเทศต้องเผชิญแรงท้าทายระดับโลก ทั้งนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน โดยประมาณการจากธนาคารแห่งประเทศไทย และ SCB Economic Intelligence Center คาดว่า GDP ไทยจะขยายตัวเพียง 1.5% ถึง 1.8% ซึ่งถือว่าอ่อนแรงที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ
เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าว รัฐบาลไทยกำลังเดินหน้ายุทธศาสตร์เศรษฐกิจแบบครบวงจร เพื่อป้องกันความเสี่ยงและเสริมความแข็งแกร่งระยะยาว โดยผสานทั้งมาตรการกระตุ้นระยะสั้นกับแผนปรับโครงสร้างในระยะยาว เพื่อยกระดับไทยในห่วงโซ่มูลค่าโลก

แผนรับมือร่วมกันเพื่อพยุงเศรษฐกิจ
ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ รัฐบาลและธนาคารกลางออกมาตรการประสานกันเพื่อช่วยพยุงภาคส่วนสำคัญ โดยเฉพาะ SME ผู้ผลิต และผู้ส่งออก พร้อมเสริมสภาพคล่องให้ระบบเศรษฐกิจ มาตรการสำคัญประกอบด้วย
เปิด “บทใหม่” ของการค้าและการลงทุนโลก
เพื่อรับมือความเสี่ยงของภาวะ “อุตสาหกรรมถดถอยก่อนเวลา” และยึดตำแหน่งของไทยในเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนโฉม รัฐบาลเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยมีแกนสำคัญ ได้แก่
ยุทธศาสตร์นี้ได้รับแรงเสริมจากเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมอย่าง รถยนต์พลังงานไฟฟ้า การแพทย์แม่นยำ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ช่วยผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมที่ยั่งยืน

ปรับเกมรับภูมิทัศน์อาเซียนที่เปลี่ยนเร็ว
ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นจากเศรษฐกิจโตเร็วอย่างเวียดนาม ไทยกำลังขยับออกจากการผลิตแบบต้นทุนต่ำ ปริมาณมาก ไปสู่การสร้างความได้เปรียบจาก “จุดแข็งเดิม” ของประเทศ ได้แก่
สร้างภูมิคุ้มกันเพื่ออนาคตที่มั่งคั่ง
ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยปี 2569 มุ่งปรับตัวเชิงรุกต่อความท้าทายโลก โดยให้ความช่วยเหลือทันทีแก่ภาคส่วนเปราะบาง ควบคู่การเปลี่ยนผ่านระยะยาวเพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ แนวทางที่ผสานเศรษฐกิจดิจิทัล การค้าสีเขียว และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง จะช่วยให้ไทยยังคงเป็นกำลังสำคัญที่ยืดหยุ่น แข่งขันได้ และมีบทบาทโดดเด่นในเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป