ปี 2569 ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็นเมดิคัลฮับแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยศักยภาพด้านสาธารณสุขและบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล
การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ได้รับความสนใจในฐานะหนึ่งในตลาดที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง โดย Medical Tourism Association ประเมินว่านักท่องเที่ยวมากกว่า 14 ล้านคนเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเข้ารับบริการทางการแพทย์ในแต่ละปี
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เติบโตอย่างมีนัยสำคัญมาจากค่ารักษาพยาบาลที่สูงในประเทศพัฒนาแล้ว เมื่อเทียบกับคุณภาพการรักษาที่ได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสมในหลายประเทศ อีกทั้งระยะเวลารอคอยการรักษาที่ยาวนานก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผลักดันให้ผู้ป่วยเลือกเดินทางไปรักษาในต่างประเทศ
เหตุผลหลักที่ผู้คนเลือกไปรักษาตัวในต่างประเทศ ได้แก่
- ร้อยละ 56 ของผู้ป่วยต้องการการดูแลรักษาที่ดีกว่า ขณะที่ร้อยละ 22 มองหาทางเลือกที่ราคาเหมาะสม
- ร้อยละ 18 ของผู้ป่วยต้องการการรักษาที่ไม่มีให้บริการในประเทศของตน และร้อยละ 10 ต้องการเข้าถึงการรักษาที่รวดเร็วกว่าโดยไม่ต้องรอคิวนาน
นอกเหนือจากค่าบริการที่เหมาะสม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแพทย์ และมาตรฐานการดูแลสุขภาพแล้ว ความสะดวกและค่าใช้จ่ายในการเดินทางยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกจุดหมายปลายทางอีกด้วย เช่น ตั๋วเครื่องบินราคาประหยัด กระบวนการขอวีซ่าที่ไม่ซับซ้อน และความหลากหลายด้านที่พัก

เมกะเทรนด์เปลี่ยนอุตสาหกรรมสุขภาพโลก
ปี 2569 ถือเป็นปีที่มีความสำคัญของอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศไทย เนื่องจากคนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดบริการด้านสุขภาพขยายตัวอย่างรวดเร็ว
- เศรษฐกิจอายุวัฒน์และการดูแลเชิงป้องกัน: ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปราว 14 ล้านคน ซึ่งกระตุ้นให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตมากขึ้น อีกทั้งยังเปลี่ยนแนวคิดจากการรักษาเมื่อเจ็บป่วยไปสู่การป้องกันการเจ็บป่วยมากขึ้น
- สุขภาพดีเริ่มจากที่บ้าน: ตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 15.2 ต่อปี โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญมาจากเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ที่มองหาที่อยู่อาศัยที่ไม่ได้มีเพียงแค่สวยงาม แต่ยังส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีด้วย โครงการที่อยู่อาศัยจึงไม่ได้แข่งขันกันออกแบบเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นพื้นที่ที่ช่วยฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ
- เอไอและการแพทย์เฉพาะบุคคล: ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ จะกลายเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการแพทย์แม่นยำที่สามารถออกแบบการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล นวัตกรรมนี้จะช่วยให้การรักษาตรงจุดมากขึ้น ลดผลข้างเคียง และช่วยให้ฟื้นตัวได้ดีขึ้น นอกจากนี้เอไอยังเข้ามาปฏิวัติการดูแลสุขภาพเชิงคาดการณ์ โดยใช้ข้อมูลจากอุปกรณ์อัจฉริยะ เช่น สมาร์ตวอตช์ เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคอย่างโรคหัวใจหรือเบาหวาน
- การดูแลสุขภาพจิตและการนอนที่มีคุณภาพ: สุขภาพจิตและการนอนหลับกำลังเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเนื่องจากผู้คนเริ่มตระหนักว่าการนอนหลับไม่ใช่เพียงแค่การพักผ่อน แต่ยังเป็นรากฐานของสมาธิและประสิทธิภาพในการทำงาน แรงกดดันจากการใช้ชีวิตในเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มุมมองของผู้คนเปลี่ยนไป เช่น ความเครียดจากการทำงานและเวลาเดินทางที่ยาวนาน ขณะเดียวกัน ทัศนคติของสังคมต่อการดูแลสุขภาพจิตก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน โดยการพบผู้เชี่ยวชาญถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติและเป็นความรับผิดชอบต่อตนเอง อีกทั้งการปรึกษาออนไลน์ยังทำให้บริการสุขภาพจิตเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางชั้นนำของโลกด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์มาอย่างยาวนาน โดยในดัชนี Medical Tourism Index (MTI) ปี 2563-2564 ของ ศูนย์วิจัย International Healthcare Research Center จัดให้ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 5 จากทั้งหมด 46 ประเทศ โดยพิจารณาจากความน่าดึงดูดของจุดหมายปลายทางและค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์
ขณะเดียวกัน Medtourpress ซึ่งเป็นสื่อชั้นนำในตะวันออกกลางที่เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ยังชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการให้บริการรักษาเฉพาะทาง เช่น การปลูกถ่ายอวัยวะ และการรักษาภาวะมีบุตรยาก ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์
ประเทศไทยยังใช้ระบบสาธารณสุขเป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ ผ่านการผลักดันยุทธศาสตร์การพัฒนาเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ซึ่งมีเป้าหมายในการยกระดับและขยายระบบสุขภาพไทยสู่สากล และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
หนึ่งในพัฒนาการสำคัญของปีนี้ คือการนำการแพทย์แม่นยำ และการตรวจพันธุกรรมมาใช้รักษาโรคซับซ้อนอย่างโรคมะเร็ง รวมถึงยกระดับการรักษาภาวะมีบุตรยากให้มีคุณภาพสูง ขณะเดียวกัน นวัตกรรมชีวภาพยังถูกนำมาใช้ต่อยอดสารสกัดสมุนไพรไทยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อการส่งออก
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า การที่ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ มีปัจจัยสำคัญ 6 ประการ ได้แก่
- ราคาที่เข้าถึงได้: ค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทยต่ำกว่าสหรัฐฯ แคนาดา และยุโรปประมาณร้อยละ 50-80
- คุณภาพการรักษา: แพทย์ไทยมีความรู้ความสามารถสูงและผ่านการฝึกอบรมอย่างดี หลายคนสำเร็จการศึกษาจากสถาบันแพทย์ชั้นนำในสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ อีกทั้งยังให้การดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ
- สถานพยาบาลระดับโลก: โรงพยาบาลในประเทศไทยหลายแห่งได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติผ่านการรับรองมาตรฐาน Joint Commission International (JCI) ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนก็เร่งขยายศักยภาพเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์จากทั่วโลก เช่น พัฒนาศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง ขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ สร้างศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจร และบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล
- ความสะดวกด้านการขอวีซ่า: ภายใต้นโยบายผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ รัฐบาลได้ลดค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับการรักษาพยาบาล ซึ่งเปิดทางให้ผู้ป่วยต่างชาติเดินทางเข้าประเทศได้หลายครั้งภายใน 1 ปี และพำนักได้ครั้งละสูงสุด 90 วัน
- จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยม: ประเทศไทยมีนโยบายด้านการท่องเที่ยวเพื่อดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพื่อพักผ่อนให้หันมาใช้บริการทางการแพทย์ในราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งได้รับการต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์
- กลยุทธ์การตลาดต่อเนื่อง: ประเทศไทยเริ่มผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อย่างจริงจังในปี 2547 โดยมุ่งเน้นที่ราคาบริการทางการแพทย์ที่เหมาะสมและครบวงจร รวมไปถึงความหลากหลายของการรักษา ตั้งแต่การดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งไปจนถึงศัลยกรรมความงาม อีกทั้งยังได้จัดทำรายชื่อโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญการรักษาแต่ละด้านเพื่อให้ผู้สนใจสามารถค้นหาบริการที่เหมาะสมได้ง่ายขึ้น
แผนยุทธศาสตร์ชาติ 10 ปี ของประเทศไทย
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีแผนเร่งผลักดันตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และเวลเนสในปี 2569 โดยชี้ว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 107,662 บาทต่อคนต่อทริป ซึ่งสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปประมาณร้อยละ 102.67
ประเทศไทยมีสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานระดับโลก โดยมีโรงพยาบาลและคลินิก 61 แห่งที่ได้รับการรับรองจาก JCI ในขณะที่ค่ารักษาพยาบาลในประเทศยังต่ำกว่าประเทศตะวันตกประมาณร้อยละ 30-70 นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีบริการทางการแพทย์เข้าถึงได้ทั่วประเทศ ผ่านสถานพยาบาลมากกว่า 500 แห่งในทุกภูมิภาค
ตลาดหลักของผู้เดินทางมารักษาในประเทศไทย ได้แก่ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เช่น กาตาร์ โอมาน และคูเวต ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ตลอดจนประเทศในเอเชียใต้ เช่น บังกลาเทศ
ในปี 2567 คณะกรรมการอำนวยการเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ของกระทรวงสาธารณสุข ได้เห็นชอบหลักการยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ พ.ศ. 2568-2577 โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันประเทศให้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ และเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการแพทย์แบบบูรณาการครบวงจร พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจสุขภาพ โดยวางอยู่บน 3 เสาหลัก ได้แก่
ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการแพทย์
- พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และบริการสุขภาพแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
- ขยายความร่วมมือกับประเทศสมาชิก Gulf Cooperation Council (GCC) รวมถึงกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และจีน
- ผลักดันโครงการ “Medical & Wellness Valley” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
พัฒนาระบบนิเวศของอุตสาหกรรมการแพทย์
- ปรับปรุงโครงสร้างองค์กรของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
- ส่งเสริมผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก
- เดินหน้าความร่วมมือกับเครือข่ายสุขภาพนานาชาติ เพื่อขยายการเข้าถึงบริการของผู้ป่วย
เสริมความแข็งแกร่งด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์
- เปิดตัว Thailand Wellness Awards เพื่อช่วยยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
- ขยายตลาดความงามและชะลอวัย ซึ่งคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 16.6 ต่อปี

กลยุทธ์เพื่ออนาคตของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทย
ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและความเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมทางการแพทย์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ชี้ให้เห็น 4 ยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ได้แก่
- สร้างแบรนด์การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในระดับโลก: พัฒนาความเชี่ยวชาญด้านการรักษาเฉพาะทาง และใช้ซอฟต์พาวเวอร์ดึงดูดความสนใจจากนานาชาติ
- สร้างพันธมิตร: ร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งสายการบิน โรงแรม สปา ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ บริษัทนำเที่ยว และบริษัทประกัน เพื่อพัฒนาแพ็กเกจการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์แบบครบวงจร และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงเวลเนส
- ยกระดับคุณภาพบริการและความก้าวหน้าทางการรักษา: เสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาครัฐ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ชั้นนำ
- ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมทางการแพทย์: นำเทคโนโลยีทางการแพทย์มาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์
ขณะที่ประเทศไทยเดินหน้าตอกย้ำบทบาทการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ของภูมิภาค ประเทศยังคงมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพบริการ นวัตกรรม และมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน