พระเมรุมาศ 'สมเด็จพระพันปีหลวง' โบราณราชประเพณี สะท้อนพระราชจริยวัตร “แม่ของแผ่นดิน”

เปิดภาพ พระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สะท้อนพระราชจริยวัตร “แม่ของแผ่นดิน” และพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรไทยตลอดพระชนม์ชีพ

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ประเทศไทยกลับมาสู่บรรยากาศแห่งความอาลัยอีกครั้ง ในการ เคลื่อนพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ณ พระบรมมหาราชวัง สัญลักษณ์ของการเสด็จสู่สวรรคาลัยของ  “แม่แห่งแผ่นดิน” 

บรรยากาศการเตรียมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงได้เริ่มต้นขึ้นอย่างสง่างามและเงียบขรึม โดยมีกรมศิลปากรเป็นหน่วยงานหลักในการออกแบบและก่อสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ

สะท้อนพระราชจริยวัตร ตามโบราณราชประเพณี  

สำหรับการออกแบบพระเมรุมาศ กรมศิลปากรได้ยึดหลักการออกแบบพระเมรุมาศให้ถูกต้อง ตามโบราณราชประเพณี และมีความงดงามทางรูปแบบศิลปกรรม ทั้งสื่อแนวคิดซึ่งสะท้อนถึงพระราชจริยวัตร และพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย 

พระเมรุมาศที่จัดสร้างในครั้งนี้ มีส่วนยอดเป็นทรงมงกุฎแปลง ตามอย่างเครื่องศิราภรณ์ของเจ้านาย ประกอบด้วยหลังคาซ้อน 7 ชั้นเชิงกลอนเสมอด้วยพระมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ส่วนปลียอดเป็นรูปพรหมพักตร์สื่อถึงการเสด็จสู่พรหมโลกหลังการสวรรคต และสื่อถึงพระราชสมัญญา “แม่ของแผ่นดิน” ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ เสมือนมารดาดูแลรักษาบุตร จึงอาจกล่าวได้ว่าทรงเป็นดังพรหมของบุตรคือ พสกนิกรชาวไทยทั้งปวง

ที่ยอดบนสุดของพระเมรุมาศประดับนพปฎลมหาเศวตฉัตร หรือฉัตร 9 ชั้น เพื่อแสดงถึงพระบรมราชอิสริยยศชั้นสูงสุด 

พระเมรุมาศ มีแผนผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทรงปราสาท ออกมุข 4 ด้าน ตั้งอยู่เหนือฐานชาลา 2 ชั้น ที่ตกแต่งด้วยรูปเทวดา สื่อถึงการเสด็จสู่สวรรคาลัย หลังคาสีฟ้าหม่น สลับสีปีกแมลงทับ หน้าบันแต่ละด้าน ประดับอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. บนพื้นสีฟ้า เป็นสีประจำวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพ พื้นหลังสีชมพู ซึ่งเป็นสีแห่งศรีของวันพระราชสมภพ

ซุ้มหน้าบันจัดสร้าง ในลักษณะซุ้มหน้านาง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงมงกุฎ และสร้อยพระศอที่เคยทรงขณะดำรงพระชนมชีพ ส่วนลายประกอบสำหรับตกแต่งพระเมรุมาศได้รับแรงบันดาลใจมาจากพรรณไม้ต่างๆ ที่เนื่องด้วยพระนาม “สิริกิติ์” ส่วนฉากบังเพลิง จัดปักโดยฝีมือช่างสถาบันสิริกิติ์ ซึ่งถือกำเนิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภูมิทัศน์โดยรอบพระเมรุมาศจัดวางตามแนวคิดภูมิจักรวาล ประดับด้วยสระทรงกลม รายรอบด้วยรูปสัตว์หิมพานต์ และตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ สื่อถึงพระราชกรณียกิจการอนุรักษ์การแสดงโขน นอกจากนั้น ยังมีสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ได้แก่ พระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน ทับเกษตร และทิม สำหรับเป็นที่ประทับ และรับรองทูตานุทูต ตลอดจนแขกที่ได้รับเชิญเข้าร่วมพระราชพิธี 

สำหรับการจัดสร้างพระหีบจันทน์และพระโกศจันทน์ ขณะนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดส่งไม้จันทน์หอมสำหรับจัดสร้างให้แก่สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากรแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายแบบและลวดลายเพื่อจัดสร้างต่อไป ส่วนพระโกศพระบรมอัฐิ ทำด้วยทองคำลงยาราชาวดีประดับรัตนชาติ รูปทรง 8 เหลี่ยม ยอดทรงมงกุฎ ตามรูปแบบที่สืบทอดมาแต่โบราณ 

นอกจากนั้น ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดสร้างเครื่องสังเค็ดสำหรับพระราชทานไปยังพระอารามหลวงและศาสนสถานต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย โต๊ะหมู่ ตู้หนังสือ โต๊ะทำงานพร้อมชั้นหนังสือและเก้าอี้ จัดสร้างจำนวน 4 แบบ และโคมไฟ ซึ่งได้รับพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย และพระราชทานพระบรมราชานุมัติ ให้ดำเนินการจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว 

กรมศิลปากรยืนยันความพร้อม สำหรับพระราชพิธีสำคัญของชาติ

นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ได้เตรียมความพร้อมของบุคลากรทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทุกขั้นตอนดำเนินไปตาม โบราณราชประเพณีและศิลปกรรมไทยชั้นสูง โดยจะนำประสบการณ์จากพระราชพิธีครั้งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรมาปรับใช้ในการออกแบบครั้งนี้ เพื่อให้สมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอย่างที่สุด

นอกจากการก่อสร้างแล้ว ยังมีการบูรณะ ราชรถ ราชยาน ที่จะใช้ในพระราชพิธี ตลอดจนการจัดทำ จดหมายเหตุเฉลิมพระเกียรติ เพื่อบันทึกเหตุการณ์ตั้งแต่มีประกาศสำนักพระราชวังเรื่องการเสด็จสวรรคตอย่างเป็นระบบ 

ข้าราชการและช่างศิลป์ของกรมศิลปากร ทั้งรุ่นปัจจุบันและผู้เกษียณที่เคยถวายงานในอดีต ต่างพร้อมใจกันกลับมาร่วมสร้างงานประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ของแผ่นดิน พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในแต่ละครั้ง ไม่เพียงเป็น “งานแห่งแผ่นดิน” หากยังเป็น “งานแห่งหัวใจ” ที่หลอมรวมพลังของศิลปะ ประเพณี และศรัทธาไว้ในทุกเส้นสายของพระเมรุมาศ

 และในปีนี้ ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์อีกครั้ง ในการจัดพระราชพิธีแด่ “พระพันปีหลวง” พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยความจงรักภักดีอันหาที่สุดมิได้


ความคิดเห็น

สงวนลิขสิทธิ์ 2022 โดย กรมประชาสัมพันธ์
สถิติการเข้าชม : 163,619,525