OECD คืออะไร และทำไมไทยจึงต้องการเข้าเป็นสมาชิก?

OECD คืออะไร และทำไมไทยจึงต้องการเข้าเป็นสมาชิก?
.
นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ให้สัมภาษณ์ในรายการ “ทำไม ?” ทางสถานีโทรทัศน์ NBT ถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยเฉพาะการยกระดับธรรมาภิบาลภาครัฐ การลดช่องว่างที่อาจนำไปสู่การทุจริต และการสร้างกลไกคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส เพื่อรองรับกระบวนการตรวจประเมินจาก OECD และผลักดันมาตรฐานการบริหารภาครัฐของไทยให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล
.
OECD หรือที่เรียกว่า Organisation for Economic Co-operation and Development เป็นองค์การระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่เป็นเวทีความร่วมมือด้านนโยบายสาธารณะ โดยรวบรวมประสบการณ์ งานวิจัย และแนวปฏิบัติของประเทศสมาชิก เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ครอบคลุมตั้งแต่การลงทุน การศึกษา ตลาดแรงงาน การแข่งขันทางธุรกิจ ไปจนถึงการบริหารภาครัฐและการต่อต้านการทุจริต
.
แม้ OECD มักถูกเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่าเป็น “คลับของประเทศพัฒนาแล้ว” แต่ในทางปฏิบัติ การเข้าเป็นสมาชิกไม่ได้พิจารณาจากระดับรายได้หรือขนาดเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับความสอดคล้องของกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของประเทศผู้สมัครกับมาตรฐานขององค์การด้วย
.
สำหรับประเทศไทย กระบวนการนี้เริ่มมีความชัดเจนขึ้นเมื่อคณะมนตรี OECD มีมติเปิดการหารือเพื่อเข้าเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 และรับรองแผนการดำเนินการเพื่อเข้าเป็นสมาชิก เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการประเมินทางเทคนิคอย่างเป็นทางการ หลังประเทศไทยยื่นบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (Initial Memorandum) เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568
.
การเดินหน้าสู่สมาชิกภาพจึงไม่ใช่เพียงการสมัครเข้าร่วมองค์การ แต่เป็นกระบวนการที่เปิดให้ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสมาชิกเข้ามาประเมินกฎหมาย นโยบาย และการทำงานของภาครัฐไทยอย่างละเอียด ผ่านคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ 25 คณะ ครอบคลุมประเด็นนโยบายสาธารณะหลากหลายด้าน
.
ในอีกมุมหนึ่ง กระบวนการนี้ยังเป็นโอกาสให้ประเทศไทยใช้มาตรฐานสากลเป็นเครื่องมือทบทวนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะระบบราชการที่มีขั้นตอนซับซ้อน การบังคับใช้กฎหมายที่ต้องสร้างความเชื่อมั่น และการลดต้นทุนที่ประชาชนกับผู้ประกอบการต้องแบกรับจากการติดต่อภาครัฐ

🔵 ป.ป.ท. กางโรดแมปดันไทยเข้าสมาชิก OECD เดินหน้าลดดุลพินิจภาครัฐ–คลอดระเบียบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส รับการตรวจประเมิน Fact-Finding

จากเป้าหมายระดับประเทศ สู่การปรับเปลี่ยนกลไกการทำงานของภาครัฐ หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองคือการยกระดับธรรมาภิบาลและความซื่อตรงของระบบราชการ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในระยะยาว

ในรายการ “ทำไม ?” ทาง NBT  มีการนำเสนอแนวทางขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าว โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. มีบทบาทสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านธรรมาภิบาลภาครัฐ ควบคู่กับการประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการตรวจประเมินจาก OECD

นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในขั้นตอนการสืบค้นข้อเท็จจริง (Fact-Finding) โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทยอยจัดส่งคำตอบตามข้อซักถามของ OECD แล้ว และมีกำหนดรับคณะผู้แทนจาก OECD เดินทางมายังประเทศไทยระหว่างวันที่ 19–20 ตุลาคม 2569 เพื่อหารือและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมาย นโยบาย และการดำเนินงานจริงของหน่วยงานภาครัฐ โดยใช้สำนักงาน ป.ป.ท. เป็นศูนย์กลางการประชุม

ก่อนหน้านั้น เลขาธิการ ป.ป.ท. มีกำหนดเดินทางไปยังสำนักงานใหญ่ OECD ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 14–17 ตุลาคม 2569 เพื่อรายงานความคืบหน้าและชี้แจงความพร้อมของประเทศไทย

สำหรับกระบวนการประเมินซึ่งครอบคลุมคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ 25 คณะ รัฐบาลให้ความสำคัญกับคณะกรรมการธรรมาภิบาลภาครัฐ (Public Governance Committee: PGC) โดย ป.ป.ท. ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และประสานกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ภายใต้ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

📍 ลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่รัฐ ปิดช่องว่างเรียกรับผลประโยชน์

หนึ่งในแนวทางสำคัญที่รัฐบาลเร่งผลักดัน คือการลดและยกเลิกขั้นตอนที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจโดยไม่จำเป็น ผ่านการเปลี่ยนระบบบริการภาครัฐและกระบวนการอนุมัติอนุญาตเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือรัฐบาลดิจิทัล
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนในขั้นตอนที่สามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ได้ พร้อมเพิ่มความโปร่งใสและสร้างร่องรอยการตรวจสอบการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยลดช่องทางที่อาจนำไปสู่การเรียกรับผลประโยชน์

ควบคู่กันนี้ ยังมีการผลักดันการปฏิรูปกฎหมาย โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ขับเคลื่อนแนวทางทบทวนกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อน หรือไม่มีความจำเป็น เพื่อให้กระบวนการทำงานของภาครัฐมีความคล่องตัว ลดภาระของประชาชนและผู้ประกอบการ และปิดช่องว่างที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

📍 เร่งวางกลไกคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส สร้างความมั่นใจให้ผู้เปิดโปงทุจริต

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower Protection) ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยให้บุคคลที่พบเห็นหรือมีข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตสามารถแจ้งเรื่องต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
สำนักงาน ป.ป.ท. ได้จัดทำร่างระเบียบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสเสนอให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. พิจารณา โดยตามข้อมูลที่นำเสนอในรายการ คาดว่าจะมีการลงนามประกาศใช้ในเร็ววันนี้ เพื่อวางหลักประกันด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริต

กลไกดังกล่าวมีความสำคัญต่อการสร้างระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ เพราะแม้จะมีช่องทางรับเรื่องร้องเรียน แต่หากผู้แจ้งเบาะแสยังมีความกังวลว่าจะถูกกลั่นแกล้งหรือได้รับผลกระทบจากการเปิดเผยข้อมูล ก็อาจทำให้ข้อมูลสำคัญไม่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ

ขณะเดียวกัน OECD ยังให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและไม่เลือกปฏิบัติ โดย ป.ป.ท. ระบุถึงการตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจละเลยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้การตรวจสอบครอบคลุมทั้งผู้กระทำผิดและผู้ที่มีหน้าที่ต้องป้องกันหรือดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้ การดำเนินการต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม

📍 บูรณาการหน่วยงานตรวจสอบ ทลายข้อจำกัดการทำงานแบบแยกส่วน

นอกจากการปรับปรุงกฎหมายและระบบบริการแล้ว การประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานตรวจสอบยังเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

นายภูมิวิศาลระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันมากขึ้น เพื่อลดข้อจำกัดของการทำงานแบบแยกส่วน หรือ Silo โดยมีหน่วยงานสำคัญเข้าร่วม ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ท. กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ปปง. ซึ่งมีบทบาทในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ รวมถึงการติดตามและยึดอายัดทรัพย์สินในกรณีที่เกี่ยวข้อง

การเชื่อมโยงข้อมูลและการปฏิบัติงานร่วมกันจะช่วยให้การตรวจสอบมีความต่อเนื่อง ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มโอกาสในการติดตามข้อเท็จจริงจากหลายมิติ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐและเส้นทางการเงิน
เดินหน้าสู่การประเมิน OECD มุ่งเปลี่ยนมาตรฐานสากลให้เกิดผลจริง

สำหรับกรอบเวลาการสืบค้นข้อเท็จจริง OECD กำหนดช่วงดำเนินงานระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2569 โดยข้อมูลจาก ป.ป.ท. ระบุว่า หน่วยงานไทยดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเสร็จสิ้นแล้วประมาณ 8 หน่วยงานจากกรอบการประเมิน 25 คณะกรรมการ และเมื่อรวมภารกิจของ ป.ป.ท. ในรอบนี้ จะเพิ่มเป็น 9 หน่วยงานตามข้อมูลที่นำเสนอ
อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าของแต่ละคณะกรรมการขึ้นอยู่กับขอบเขตและขั้นตอนการประเมิน จึงต้องติดตามผลการหารือและข้อเสนอแนะจาก OECD อย่างต่อเนื่อง
.
#ท้ายที่สุด การผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้มีความหมายเพียงการยกระดับสถานะของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นบททดสอบว่าประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนหลักธรรมาภิบาลให้กลายเป็นแนวปฏิบัติที่เกิดผลจริงได้มากน้อยเพียงใด

หากการลดดุลพินิจ การปฏิรูปกฎหมาย การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่ประชาชนคาดหวังได้ย่อมไม่ใช่เพียงระบบราชการที่มีมาตรฐานสูงขึ้น แต่รวมถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายแฝง การติดต่อราชการที่สะดวกและโปร่งใสกว่าเดิม ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เพราะเป้าหมายสำคัญของการปฏิรูปไม่ได้อยู่ที่การทำให้ประเทศไทยผ่านการประเมินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล กลายเป็นประโยชน์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน…

Comment

×
Share Article
Copyright 2022, The Government Public Relations Department
Web Traffic Statistics : 192,532,192