ผ่าระบบราชการ EP.3 | รื้อรัฐให้ทันโลก! 5 บทเรียนจากสิงคโปร์–เวียดนาม สู่โจทย์การปฏิรูปประเทศไทย

ผ่าระบบราชการ
EP.3 | รื้อรัฐให้ทันโลก!
5 บทเรียนจากสิงคโปร์–เวียดนาม สู่โจทย์การปฏิรูปประเทศไทย

ถ้ารัฐบาลต้อง “รื้อระบบราชการ” ครั้งใหญ่จริง ๆ
อะไรควรเปลี่ยนก่อน?

โครงสร้างองค์กร?
เทคโนโลยี?
จำนวนบุคลากร?
หรือวิธีคิดของคนทั้งระบบ?

คำตอบจาก สิงคโปร์และเวียดนาม น่าสนใจ เพราะทั้งสองประเทศเลือกเดินเกมปฏิรูปรัฐคนละแบบ แต่มีโจทย์ร่วมกัน คือ ทำอย่างไรให้ภาครัฐปรับตัวได้เร็วขึ้น โดยไม่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง
และสิ่งที่เกิดขึ้นมีทั้ง “ความสำเร็จ” และ “บทเรียนราคาแพง”
ลองมาดู 5 เรื่องที่น่าสนใจ

1 | เวียดนามถึงขั้น “ลบอำเภอ” ออกจากแผนที่
ลองนึกภาพว่า ถ้าวันหนึ่งประเทศไทยยกเลิกการปกครองระดับอำเภอทั่วประเทศ จะเกิดอะไรขึ้น?
เวียดนามตัดสินใจทำจริง
ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2025 เวียดนามยกเลิกการปกครองระดับ “อำเภอ” (huyện) ทั่วประเทศ และเปลี่ยนมาใช้ระบบการปกครองท้องถิ่น 2 ระดับ
พร้อมควบรวมจังหวัดและเมืองศูนย์กลางจาก 63 แห่ง เหลือ 34 แห่ง
ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลเวียดนามยังควบรวมกระทรวงและหน่วยงานระดับกลางครั้งใหญ่ จนเหลือ 14 กระทรวง และ 3 หน่วยงานเทียบเท่ากระทรวง มีผลตั้งแต่ 1 มีนาคม 2025
เป้าหมายสำคัญคือ ลดความซ้ำซ้อนของโครงสร้าง และผลักอำนาจลงไปให้ท้องถิ่นตัดสินใจและรับผิดชอบมากขึ้น
แนวคิดที่ถูกใช้ในการปฏิรูปคือ
“Locals decide, locals do, locals take responsibility”
ท้องถิ่นตัดสินใจ
ท้องถิ่นลงมือ
ท้องถิ่นรับผิดชอบ
แต่การรื้อโครงสร้างครั้งใหญ่ก็มีต้นทุนเช่นกัน…

2 | สิงคโปร์ไม่ได้เริ่มจาก “สร้างแอป” แต่สร้างโครงสร้างไว้ก่อน
ทำไมสิงคโปร์ถึงสามารถสร้างบริการดิจิทัลใหม่ได้อย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤต?
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ Singapore Government Tech Stack หรือ SGTS
พูดง่าย ๆ คือ สิงคโปร์ไม่ได้รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยสร้างระบบ แต่เตรียม “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” เอาไว้ล่วงหน้า
ทั้งระบบ Cloud
ระบบเชื่อมต่อข้อมูล
ระบบวิเคราะห์
และคลัง Micro-services ที่หน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำไปต่อยอดร่วมกันได้
ผลที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดในช่วงโควิด-19
MaskGoWhere เว็บไซต์ค้นหาจุดรับหน้ากากอนามัย พัฒนาและเปิดใช้งานได้ภายใน 1 วัน
ส่วน TraceTogether แอปติดตามประวัติการสัมผัสเชื้อ พัฒนาและใช้งานได้ภายในประมาณ 2 เดือน
นี่จึงเป็นอีกบทเรียนสำคัญว่า
รัฐบาลดิจิทัลไม่ได้เริ่มจากการมีแอปเยอะที่สุด แต่เริ่มจากการมี “โครงสร้าง” ที่ทำให้รัฐสร้างบริการใหม่ได้เร็ว

3 | ยิ่งรัฐไฮเทค ยิ่งต้อง “ลงพื้นที่”
ฟังดูเหมือนขัดกัน แต่สิงคโปร์พบว่า
ยิ่งรัฐบาลเดินหน้าดิจิทัลเร็วเท่าไร ก็ยิ่งต้องมีคนช่วยคนที่ตามไม่ทันมากขึ้นเท่านั้น
โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ประกอบการรายย่อย
ช่วงโควิด-19 สิงคโปร์จึงตั้ง SG Digital Office ในเดือนพฤษภาคม 2020 เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมคนกับเทคโนโลยี
มีการส่ง Digital Ambassadors มากกว่า 1,000 คน ลงพื้นที่ช่วยสอนผู้สูงอายุแบบตัวต่อตัว
ตั้งแต่การใช้สมาร์ตโฟน
ส่งข้อความ
สแกน QR Code
ไปจนถึงการชำระเงินแบบดิจิทัล
โครงการ Seniors Go Digital เข้าถึงผู้สูงอายุมากกว่า 100,000 คน
ขณะที่ Hawkers Go Digital ช่วยร้านแผงลอยกว่า 10,000 แห่ง ให้รองรับการชำระเงินแบบไร้เงินสด พร้อมเงินสนับสนุนจูงใจ 1,500 ดอลลาร์สิงคโปร์
บทเรียนจึงชัดเจนว่า
High-Tech อย่างเดียวไม่พอ ต้องมี High-Touch ด้วย

4 | เทคโนโลยีอาจสร้างความสะดวก แต่ “ความไว้วางใจ” สร้างยากกว่า
อีกด้านหนึ่งของ TraceTogether คือบทเรียนเรื่อง Trust
ในช่วงแรก รัฐบาลสิงคโปร์สื่อสารว่า ข้อมูลจากแอปจะใช้สำหรับติดตามการสัมผัสเชื้อโควิด-19
แต่ต่อมามีการเปิดเผยในรัฐสภาว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้รับการยกเว้นจากกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทำให้ตำรวจสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อใช้ในการสืบสวนคดีอาญาได้
เรื่องนี้สร้างความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของประชาชนอย่างมาก
แม้สิงคโปร์จะเป็นประเทศที่ประชาชนมีความพึงพอใจต่อบริการดิจิทัลของรัฐในระดับสูง แต่เหตุการณ์นี้ก็สะท้อนว่า
ความไว้วางใจสร้างขึ้นยาก แต่สามารถสั่นคลอนได้จากเรื่องเดียว
รัฐบาลจึงต้องออกมารับผิดชอบต่อความผิดพลาด และในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 รัฐสภาสิงคโปร์ออกกฎหมายจำกัดการเข้าถึงข้อมูลของตำรวจให้ใช้ได้เฉพาะคดีร้ายแรงที่กำหนดไว้
เพราะสุดท้ายแล้ว…
ระบบดิจิทัลจะทำงานได้ดีแค่ไหน ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าประชาชน “เชื่อใจ” ระบบนั้นหรือไม่

5 | รื้อโครงสร้างเร็ว ไม่ได้แปลว่าหน้างานจะง่ายขึ้น
นี่คืออีกบทเรียนสำคัญจากเวียดนาม
เมื่อยกเลิก “อำเภอ”
งานที่เคยอยู่ตรงกลางก็ต้องถูกส่งต่อไปยังระดับตำบล
และนี่คือจุดที่ปัญหาเริ่มปรากฏ
ในจังหวัดเลิมด่งและจากข้อมูลที่มีการหยิบยกในรัฐสภาเวียดนามเมื่อเดือนตุลาคม 2025 พบว่า หน่วยงานระดับตำบลต้องรับภาระงานใหม่เพิ่มขึ้นถึง 1,065 งาน
ขณะที่บางพื้นที่ต้องรับมือกับเอกสารจำนวนมหาศาล แต่ยังมีข้อจำกัดทั้งเรื่องบุคลากร อาคารสถานที่ และระบบอินเทอร์เน็ต
เมื่อโครงสร้างใหม่เจอกับ “งานจริง”
สิ่งที่อยู่บนกระดาษจึงไม่เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นหน้างานเสมอไป

ท้ายที่สุด เวียดนามต้องปรับกฎระเบียบอีกครั้ง โดยวันที่ 31 ธันวาคม 2025 มีการแก้ไขกฤษฎีกาเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านตำแหน่งและบุคลากรในระดับตำบลและแขวง
นี่คือบทเรียนสำคัญว่า
การปฏิรูปไม่ได้จบในวันที่ประกาศใช้กฎหมาย แต่ต้องปรับต่อเมื่อเจอกับปัญหาจริง

แล้วประเทศไทยล่ะ?
5 บทเรียนนี้อาจเกิดขึ้นในบริบทที่แตกต่างจากประเทศไทย
แต่มีคำถามหนึ่งที่เหมือนกัน
ถ้ารัฐไทยจะเปลี่ยนจริง เราควรเริ่มจากตรงไหน?
เพราะต่อให้ปรับโครงสร้างราชการใหม่
สร้างแอปใหม่
เพิ่มบริการออนไลน์
หรือเปลี่ยนเอกสารกระดาษให้กลายเป็นไฟล์ดิจิทัล
แต่ถ้า ข้อมูลของรัฐยังแยกกันอยู่คนละหน่วยงาน
ประชาชนก็ยังอาจต้องยื่นเอกสารเดิม
กรอกข้อมูลซ้ำ
เดินเรื่องหลายหน่วยงาน
และกลายเป็นคนทำหน้าที่ “เชื่อมระบบ” แทนรัฐ
คำถามจึงไม่ใช่แค่
“รัฐบาลมีระบบดิจิทัลกี่ระบบ?”
แต่คือ
“ระบบเหล่านั้นคุยกันได้หรือยัง?”
เพราะการเปลี่ยนจาก “กองกระดาษ” เป็น “ข้อมูลดิจิทัล” อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
โจทย์ที่ใหญ่กว่าคือ
ทำอย่างไรให้ข้อมูลที่กระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ เชื่อมโยงกัน และทำงานร่วมกันได้
เมื่อข้อมูลเชื่อมกันได้

สิ่งที่เปลี่ยนจึงไม่ใช่แค่การทำงานของข้าราชการ
แต่อาจเปลี่ยน ประสบการณ์ของประชาชนที่มีต่อรัฐทั้งระบบ
และนี่คือคำถามต่อไปของการปฏิรูปราชการไทย
จากกองกระดาษ…สู่รัฐบาลที่ข้อมูลต้องเชื่อมกัน


ติดตามตอนต่อไปได้ที่

https://thailand.go.th/issue-focus-detail/-ep4--5-?hl=en

Comment

×
Share Article
Copyright 2022, The Government Public Relations Department
Web Traffic Statistics : 192,887,827