ความหมายของเกรงใจ
คำว่า “เกรงใจ” เป็นสิ่งที่คนไทยรู้จักกันดี บางครั้งแทบจะเป็นสัญชาตญาณด้วยซ้ำ แต่กลับเป็นแนวคิดที่ชาวตะวันตกมักจะงงเมื่อได้ยินเป็นครั้งแรก ความหมายของเกรงใจคือการพยายามไม่ก่อให้เกิดความไม่สะดวกหรือเป็นภาระกับผู้อื่น แม้จะต้องแลกมากับการเสียสละของตัวเองก็ตาม
ประสบการณ์ของผม
พอผมย้ายมาอยู่ประเทศอังกฤษ ผมถึงได้เข้าใจว่า ไม่ใช่ว่าฝรั่งไม่มีความเคารพหรือใส่ใจผู้อื่น แต่ความต่างมันอยู่ตรง “สมดุลและความคาดหวัง” พวกเขาจะเลือกพูดตรงๆ ในสิ่งที่ต้องการ แต่ก็พร้อมจะให้คนอีกฝ่ายปฏิเสธได้ถ้าเป็นการรบกวน นี่เป็นอีกวิธีหนึ่งของการให้เกียรติและเอาใจใส่
ผมสังเกตว่า “เกรงใจ” ต้องอาศัยการยอมรับซึ่งกันและกัน ถ้าไม่มีการตอบกลับ สิ่งที่ตั้งใจทำด้วยความเกรงใจอาจกลายเป็นการเสียสละโดยใช่เหตุ ที่นี่ผมจึงต้องเรียนรู้ที่จะยืนยันสิทธิ์ของตัวเองในห้องเรียนหรือการสัมภาษณ์ และเชื่อว่าคนอื่นก็จะทำแบบเดียวกัน
การรู้ว่าเมื่อไรควรเกรงใจ และเมื่อไหร่ควรแสดงความต้องการของตัวเอง เป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวในการใช้ชีวิตในต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผมทิ้งคุณค่าทางวัฒนธรรมไป แต่เลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ต่างๆ
แล้วกับ AI ล่ะ?
ในฐานะคนที่ได้ทำงานเกี่ยวกับ AI ผมเริ่มสังเกตเห็นสิ่งที่น่าสนใจ: หลายๆ คนใช้ความเกรงใจโดยไม่รู้ตัวแม้แต่เวลาพิมพ์คำสั่งให้กับ AI เหล่านี้ หลายคนมักจะพิมพ์ประโยคอย่าง “ช่วย… ได้ไหม” หรือ “ถ้าไม่รบกวนมากเกินไป…” กับโมเดลเหล่านี้ซึ่งทำให้ผมได้เห็นว่าแนวคิดเรื่องเกรงใจถูกฝังลึกในวัฒนธรรมและวิธีคิดของเราจนแทรกซึมเข้าไปในการสนทนาและขอความช่วยเหลือโดยธรรมชาติ แม้แต่เวลาคุยกับ AI ก็ตาม
ซึ่งทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า วิธีการพูดหรือเขียนแบบเกรงใจของเรา มีผลกับการสนทนากับ AI (โดยเฉพาะ GPT) หรือไม่? เรื่องนี้น่าสนใจเป็นพิเศษเวลาที่ไม่ใช้เป็นภาษาไทยในการคุยกับ AI เพราะโมเดลในภาษานั้นจะถูกฝึกมาจากข้อมูลของผู้ใช้ที่ไม่ได้เกรงใจเป็นปกติ
จุดสำคัญคือโมเดลเหล่านี้ไม่ได้ “คิด” แบบเรา แต่มันเลือกถ้อยคำถัดไปตามความน่าจะเป็นจากสิ่งที่เราพิมพ์ไป เช่น “ช่วยอธิบายวิธีที่ GPT ทำงานหน่อยได้ไหม” กับ “อธิบายวิธีที่ GPT ทำงาน” ถึงแม้จะมีความหมายเดียวกันสำหรับเรา แต่โมเดลจะมองว่าเป็นคำถามที่ไม่เหมือนกันเลย
แล้วมันมีส่งผลต่อการสนทนากับ AI ไหม? คำตอบคือมันมีผลในเชิงหลักการอย่างแน่นอน แต่จะมีผลต่อ “คุณภาพ” ของการตอบมากน้อยแค่ไหนเป็นคำถามที่ยากที่จะตอบ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI บอกไว้ว่า คำว่า “Please” หรือ “Thanks” ที่ผู้ใช้เพิ่มเข้าไปเพื่อความสุภาพ ทำให้บริษัทเสียค่าไฟฟ้าเพิ่มเป็นหลักสิบล้านดอลลาร์ต่อปี เนื่องจากโมเดล AI ประมวลผลข้อความด้วย token ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากคำหรือกลุ่มคำในคำถาม ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วการถามที่ยาวกว่าจึงต้องใช้ทรัพยากรในการคำนวณมากกว่า
แน่นอนว่าสิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากความสุภาพเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ส่งผลต่อการใช้พลังงานจริง ส่งผลให้อุตสาหกรรมนี้ปล่อยก๊าซคาร์บอนจำนวนมหาศาลอยู่แล้ว โดยบริการอย่าง ChatGPT เพียงอย่างเดียวก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 260,000 กิโลกรัมต่อเดือน
ความหมายสำหรับผม
ผมไม่ได้บอกว่า “การเกรงใจ” เป็นเรื่องไม่ดีหรือขัดต่อการพัฒนา แต่เหมือนทุกอย่างในชีวิต มันมีเวลาที่เหมาะสม การใช้ “ความเกรงใจ” ให้ถูกที่ถูกเวลา ไม่เพียงเพื่อความสัมพันธ์กับคนรอบตัวเท่านั้น แต่ในยุค AI วันนี้ มันยังส่งผลต่ออนาคตและสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน
บทความโดย ภัคพล ลายเลิศ