ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นโยบายที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนนับพันล้านคนไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่ถูกกำหนดขึ้นบนเวทีระดับโลกที่รวบรวมมันสมองและผู้นำทางเศรษฐกิจไว้มากที่สุด นั่นคือ การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings)
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เวทีนี้เปรียบเสมือน "โอลิมปิคการเงินของโลก" ที่ไม่ได้มีเพียงการหารือเชิงวิชาการ แต่เป็นจุดกำเนิดของข้อตกลงและมาตรการฉุกเฉินที่เคยช่วยกอบกู้และพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกมาแล้วหลายครั้ง ก่อนที่ประเทศไทยจะเปิดบ้านต้อนรับผู้แทนระดับสูงกว่า 15,000 คน ในการประชุมเดือนตุลาคมนี้ เราขอย้อนพาทุกท่านมาดู 4 วาระประวัติศาสตร์จากเวทีนี้ที่เคยเปลี่ยนโลกมาแล้ว
1. ปลดหนี้ ให้ประเทศยากจน (HIPC Initiative - ปี 1996)
ย้อนกลับไปในยุค 90s ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งต้องเผชิญกับ "กับดักหนี้" ที่บั่นทอนการเติบโตของประเทศ จนกระทั่งในการประชุมประจำปี 1996 ณ กรุงวอชิงตันดีซี ได้เกิดข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อริเริ่มโครงการ Heavily Indebted Poor Countries (HIPC) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการ "ยกหนี้และลดหนี้" ให้กับประเทศที่ยากจนที่สุด แลกกับการนำเงินที่ควรจะนำมาชำระหนี้และดอกเบี้ย ไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิตประชาชน โครงการนี้ได้ช่วยให้กว่า 30 ประเทศทั่วโลกสามารถลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง
2. วอร์รูมกู้วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Global Financial Crisis - ปี 2008)
ในเดือนตุลาคม 2008 โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตซับไพรม์ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตการเงินครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ที่ลุกลามจนสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ล้มละลาย การประชุมประจำปี ในปีนั้นจึงถูกเปลี่ยนเป็น วอร์รูมทางเศรษฐกิจ ผู้นำโลกและรัฐมนตรีคลัง ใช้เวทีนี้เป็นที่ประสานงานระดับโลก เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องและใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมๆ กัน นับเป็นการตัดสินใจที่ช่วยยับยั้งไม่ให้เศรษฐกิจโลกพังทลายลงเป็นโดมิโน
3. ประกาศ "เป้าหมายแฝด" เพื่อมวลมนุษยชาติ (The Twin Goals - ปี 2013)
เพื่อลบภาพจำที่ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจเอื้อประโยชน์ให้คนเพียงกลุ่มเดียว กลุ่มธนาคารโลกได้ใช้เวทีการประชุมประจำปี 2013 ประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ที่กลายเป็นเข็มทิศของการพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน นั่นคือการตั้ง เป้าหมายแฝด (Twin Goals) ได้แก่ การมุ่งยุติความยากจนข้นแค้นให้สำเร็จภายในปี 2030 และการส่งเสริมความมั่งคั่งร่วมกัน โดยมุ่งเพิ่มรายได้ให้ประชากรฐานราก 40% ของทุกประเทศ ข้อตกลงนี้ทำให้ทิศทางเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกพุ่งเป้าไปที่ความยั่งยืนและความเท่าเทียมอย่างแท้จริง
4. อัดฉีดสภาพคล่องครั้งประวัติศาสตร์สู้โควิด-19 (SDR Allocation - ปี 2021)
เมื่อโลกเผชิญกับวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 หลายประเทศตกอยู่ในภาวะ "เงินหมดหน้าตัก" รายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออกหดหาย แต่รายจ่ายเพื่อซื้อวัคซีนและเยียวยาประชาชนกลับพุ่งสูง จนเสี่ยงต่อการล้มละลายระดับประเทศ เพื่อกู้วิกฤตนี้ การประชุมในปี 2021 ได้อนุมัติมาตรการฉุกเฉิน ด้วยการแจก "คูปองเครดิตฉุกเฉิน" มูลค่ามหาศาลถึง 6.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 22 ล้านล้านบาท) ให้กับประเทศสมาชิก
โดยสมาชิกสามารถนำไปแลกเป็น "เงินดอลลาร์สด" จากประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง เพื่อนำไปจัดหาวัคซีนและพยุงเศรษฐกิจในประเทศได้ทันที โดยไม่ต้องไปกู้ยืมและสร้างหนี้ก้อนใหม่ มาตรการนี้ถือเป็นการอัดฉีดเงินช่วยเหลือที่รวดเร็วและยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งช่วยต่อลมหายใจให้หลายประเทศรอดพ้นจากวิกฤตมาได้
ก้าวต่อไปของเศรษฐกิจโลก จะถูกกำหนดที่ "กรุงเทพมหานคร"
จากวาระประวัติศาสตร์ทั้ง 4 เหตุการณ์ จะเห็นได้ว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกล้วนถูกกำหนดและประกาศทิศทางจากเวทีนี้ และในปี 2026 นี้ประวัติศาสตร์หน้าใหม่กำลังจะถูกเขียนขึ้นที่ประเทศไทย
การประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 - 18 ตุลาคม 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถือเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพของไทยอีกครั้งในรอบ 35 ปี งานนี้ไม่เพียงแต่จะดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่อุตสาหกรรมโรงแรม การท่องเที่ยว และบริการของไทย แต่ยังเป็นเวทีสำคัญที่ภาคธุรกิจไทยจะได้แสดงศักยภาพสู่สายตาผู้นำระดับโลก และทุกสายตาจะจับจ้องว่า "ข้อตกลงเปลี่ยนโลก" ครั้งต่อไปจะเป็นอย่างไร