“สีหศักดิ์” ผสานการทูต ความมั่นคง และการพัฒนา สู่ทางออกไฟใต้ 2 ทศวรรษ

การลงพื้นที่จังหวัดยะลาของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในวันนที่ (20 พ.ค. 69) ไม่ใช่เพียงการตรวจราชการตามวงรอบปกติ แต่มีนัยสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึง “ยุทธศาสตร์ใหม่” ของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมากว่า 20 ปี
การดึงผู้บริหารระดับสูงที่มีภูมิหลังด้านการทูตและการต่างประเทศมานั่งแท่นประธานกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) และกำกับดูแลพื้นที่นี้โดยตรง เป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลกำลังมองปัญหาชายแดนใต้ในมิติที่กว้างและลึกขึ้น
.
*ทำไมต้องเป็น “นักการทูต” คุมหางเสือไฟใต้?
แม้ปัญหาชายแดนใต้จะเป็น “กิจการภายใน” ของประเทศไทย แต่ในความเป็นจริง ปัญหานี้มีความเกี่ยวโยงกับบริบทระหว่างประเทศอย่างแยกไม่ออก การที่นายสีหศักดิ์ระบุถึงประสบการณ์กว่า 20 ปีในกระทรวงการต่างประเทศ เป็นการเน้นย้ำถึงจุดแข็งที่นำมาใช้ในภารกิจนี้ ได้แก่ การยกระดับความเชื่อมั่นในเวทีโลกองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) และองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ จับตาดูสถานการณ์ในภาคใต้ของไทยอย่างใกล้ชิด การใช้กรอบความคิดแบบนักการทูตจะช่วยอธิบายสถานการณ์ สร้างความเข้าใจ และลดแรงกดดันจากนานาชาติได้ดีขึ้น
.
*บทบาทของประเทศเพื่อนบ้านกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข มีประเทศมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก ความสัมพันธ์อันดีและการเจรจาทางการทูตที่แนบเนียนในระดับรัฐต่อรัฐ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การพูดคุยมีความคืบหน้า ตลอดจนยุทธศาสตร์ความมั่นคงต้องเดินคู่การพัฒนา ภาพการนั่งหัวโต๊ะประชุมร่วมกับผู้บริหาร ศอ.บต. (ฝ่ายการพัฒนา) และ แม่ทัพภาคที่ 4 (ฝ่ายความมั่นคง) เพราะรัฐบาลตระหนักดีว่าการใช้กำลังทหารเพื่อปราบปรามเพียงอย่างเดียวไม่สามารถดับไฟใต้ได้ นายสีหศักดิ์ได้หยิบยกแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาเป็นแกนหลัก ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดหากนำไปปฏิบัติจริง เริ่มจากความเข้าใจและเข้าถึง โดยการเยียวยาบาดแผลในอดีต การเคารพในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและศาสนาที่แตกต่าง และการเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่อย่างจริงใจ โดยไม่มองประชาชนเป็นฝั่งตรงข้าม สำหรับการพัฒนา ศอ.บต. มีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างงาน สร้างอาชีพ เมื่อปากท้องของประชาชนอิ่ม และมองเห็นอนาคตที่สดใสของลูกหลาน เงื่อนไขที่จะนำไปสู่การจับอาวุธขึ้นสู้ก็จะลดน้อยลง
.
แม้ทิศทางเชิงนโยบายจะดูมีความหวัง แต่การแปรนโยบายไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมตามที่ตั้งเป้าไว้ ยังมีความท้าทายอีกหลายประการ ทั้งเอกภาพในการปฏิบัติงานจริง โดยปัญหาคลาสสิกของระบบราชการไทยคือการทำงานแบบต่างคนต่างทำ การบูรณาการระหว่างทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานพัฒนา ให้มีเป้าหมายเดียวกันโดยไม่แย่งชิงมวลชนหรือผลงาน เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งจัดการ รวมทั้งความคุ้มค่าของงบประมาณเพราะตลอด 20 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลทุ่มงบประมาณลงไปในพื้นที่หลายแสนล้านบาท รัฐบาลจำเป็นต้องตรวจสอบและประเมินผลโครงการต่างๆ อย่างโปร่งใส โครงการใดสำเร็จต้องต่อยอด โครงการใดล้มเหลวหรือเกิดการรั่วไหลต้องกล้ายกเลิกตามที่รองนายกฯ ได้กล่าวไว้ และความต่อเนื่องของการเจรจาสันติสุข การสร้างสันติภาพไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ชั่วข้ามคืน รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจในการสานต่อกระบวนการพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่าง โดยดึงภาคประชาสังคม (CSO) ในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
.
การลงพื้นที่ยะลาของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว สะท้อนให้เห็นถึงการปรับกระบวนทัศน์ในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ โดยใช้ “การทูตนำการทหาร” และผสาน “การพัฒนาเข้ากับความมั่นคง” การให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ควบคู่ไปกับการเปิดใจรับฟังปัญหา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี อย่างไรก็ตาม บทพิสูจน์ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่โต๊ะประชุมใน ศอ.บต. แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลจะสามารถเปลี่ยนความมุ่งมั่นเหล่านี้ ให้กลายเป็นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมกับรอยยิ้มของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ปลายด้ามขวานได้อย่างยั่งยืน


Comment

×
Share Article
Copyright 2022, The Government Public Relations Department
Web Traffic Statistics : 172,624,011