กองทัพไทยกับภารกิจรับมือภัยแล้ง “ซูเปอร์เอลนีโญ” จากการบรรเทาเฉพาะหน้าสู่การสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ประชาชน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ภัยแล้ง” ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านการเกษตรอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงของประเทศที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิตประชาชน ตลอดจนความมั่นคงด้านอาหารและทรัพยากรน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
สถานการณ์ในปี 2569 ยิ่งน่าจับตาเป็นพิเศษ เมื่อองค์กรอุตุนิยมวิทยาระดับโลกหลายแห่ง รวมถึงองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ประเมินว่าปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังพัฒนาและมีแนวโน้มคงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี โดยมีโอกาสสูงที่จะเป็นเอลนีโญระดับปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งอาจส่งผลให้หลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญสภาพอากาศร้อนจัดและปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาล 
.
สำหรับประเทศไทย กรมชลประทานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า หลังพบสัญญาณความเสี่ยงจากฝนที่ต่ำกว่าค่าปกติในหลายพื้นที่ของประเทศ
.
ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว บทบาทของกองทัพไทยจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภารกิจด้านการป้องกันประเทศ แต่ยังขยายสู่การเป็นกำลังสนับสนุนสำคัญในการบริหารจัดการภัยพิบัติและดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในยามวิกฤต
.
ภัยแล้งยุคใหม่ : ความท้าทายที่ต้องรับมือก่อนวิกฤตจะมาถึง
บทเรียนจากวิกฤตภัยแล้งในอดีตชี้ให้เห็นว่า การรอให้แหล่งน้ำแห้งขอดก่อนจึงเข้าช่วยเหลือ มักทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมสูงกว่าการเตรียมการล่วงหน้าอย่างมาก
.
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ที่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าหลายเดือน จึงควรใช้ข้อมูลพยากรณ์เพื่อดำเนินมาตรการเชิงป้องกันก่อนเกิดผลกระทบจริง โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมและพื้นที่ชนบทที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก 
.
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางการปฏิบัติของกองบัญชาการกองทัพไทย ที่มอบหมายให้กรมกิจการพลเรือนทหาร หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) และหน่วยทหารในพื้นที่ บูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานพลเรือน เพื่อดำเนินมาตรการเชิงรุกก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามเป็นวิกฤต
.
ภารกิจเชิงรุก : เพิ่มน้ำสำรองก่อนฤดูแล้งมาเยือน
หัวใจสำคัญของการรับมือภัยแล้งคือ “การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน”
ด้วยขีดความสามารถด้านเครื่องจักรกลหนักและกำลังพลที่มีอยู่ทั่วประเทศ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาจึงเข้ามามีบทบาทในการขุดลอกแหล่งน้ำ หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ และแก้มลิง เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำฝนในช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุด ในเชิงยุทธศาสตร์ การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนแนวคิดจาก “การแก้ปัญหาปลายน้ำ” ไปสู่ “การบริหารความเสี่ยงต้นน้ำ” ซึ่งช่วยลดความเปราะบางของชุมชนในระยะยาว
.
นอกจากนี้ การขุดเจาะและพัฒนาระบบน้ำบาดาลในพื้นที่ภัยแล้งซ้ำซากนอกเขตชลประทาน ยังเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างแหล่งน้ำสำรองสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ขณะที่การก่อสร้างและซ่อมแซมฝายชะลอน้ำช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผืนดิน ลดการสูญเสียน้ำ และฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ต้นน้ำ
.
มาตรการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า กองทัพไทยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา แต่ยังพยายามลดความเสี่ยงก่อนเกิดวิกฤต ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักการบริหารจัดการภัยพิบัติสมัยใหม่ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ
.
ภารกิจรับมือ : เมื่อประชาชนขาดน้ำ กองทัพต้องเข้าถึงทันที
1. เชิงรุก : เร่งหาแหล่งน้ำและเติมน้ำเข้าสู่ระบบ ไม่ต้องรอให้เกิดภัยแล้งก่อนจึงเข้าช่วยเหลือ แต่เน้นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยใช้ขีดความสามารถทางเครื่องจักรกลและกำลังพลของสำนักงานพัฒนาภาค 1-5 นทพ. ในการขุดลอกแหล่งน้ำและแก้มลิง เพื่อขยายพื้นที่กักเก็บน้ำฝนช่วงปลายฤดู ให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ให้ยาวนานที่สุด, การขุดเจาะน้ำบาดาล เร่งเปิดระบบน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ในพื้นที่ภัยแล้งซ้ำซากนอกเขตชลประทาน และการสร้างและซ่อมแซมฝายชะลอน้ำ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผืนดินและกักเก็บน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ
2. เชิงรับ : บรรเทาทุกข์แจกจ่ายน้ำดื่ม-น้ำใช้ ทันที เมื่อพื้นที่ใดเริ่มขาดแคลน ชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็ว พร้อมปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุทันที โดยรถยนต์บรรทุกน้ำของกองทัพไทย พร้อมออกวิ่งแจกจ่ายน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภคให้แก่ชุมชนที่ขาดแคลนและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล และรถผลิตน้ำดื่มเคลื่อนที่ ติดตั้งระบบกรองน้ำระบบ RO ในพื้นที่วิกฤต เพื่อเปลี่ยนน้ำดิบให้เป็นน้ำดื่มสะอาดที่ได้มาตรฐาน มอบให้ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
3. เชิงฟื้นฟูและสร้างความยั่งยืน : รณรงค์และจัดสรรน้ำร่วมกับชุมชน
สร้างความตระหนักรู้ ร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่ ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่เกษตรกรในการวางแผนใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า และแนะนำการปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหาย
.
นักวิชาการด้านทรัพยากรน้ำจำนวนมากเห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืนไม่สามารถพึ่งพาการแจกจ่ายน้ำเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
.
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอของ FAO ที่ระบุว่าการรับมือเอลนีโญอย่างมีประสิทธิภาพต้องมุ่งลดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร แหล่งน้ำ และวิถีชีวิตของประชาชนตั้งแต่ต้นทาง เพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว
.
ภารกิจด้านความมั่นคงที่ไม่ได้จำกัดอยู่ในสนามรบ
ในโลกยุคปัจจุบัน ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติไม่ได้มีเพียงมิติทางทหาร แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ และการขาดแคลนทรัพยากรที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตประชาชน การที่กองทัพไทยระดมกำลัง เครื่องจักรกล และทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งจากเอลนีโญ จึงสะท้อนบทบาทของกองทัพในฐานะกลไกสนับสนุนความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) ควบคู่ไปกับภารกิจด้านการป้องกันประเทศ
.
เมื่อองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเตือนว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเอลนีโญที่อาจส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และสภาพอากาศสุดขั้วในหลายภูมิภาค การเตรียมความพร้อมเชิงรุกจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น และในห้วงเวลาที่ประชาชนต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากสภาพภูมิอากาศ บทบาทของกองทัพไทยในการเข้าถึงพื้นที่ เสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ และบรรเทาความเดือดร้อนอย่างทันท่วงที ยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศสามารถก้าวผ่านวิกฤตภัยแล้งครั้งนี้ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
.
ที่มา : กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters, World Meteorological Organization (WMO), Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO)

Location and Contact

01 Jan, 1970 - 01 Jan, 1970

Comment

×
Share Article
Copyright 2022, The Government Public Relations Department
Web Traffic Statistics : 177,359,702