“ผีตาโขน” จากตำนานความเชื่อ สู่ประเพณีหนึ่งเดียวของโลกแห่งเมืองด่านซ้าย

“ผีตาโขน” จากตำนานความเชื่อ สู่ประเพณีหนึ่งเดียวของโลกแห่งเมืองด่านซ้าย
.
ท่ามกลางเทศกาลวัฒนธรรมมากมายของประเทศไทย มีหนึ่งประเพณีที่โดดเด่นจนกลายเป็นภาพจำของสายตาชาวโลก นั่นคือ ประเพณีผีตาโขน แห่ง อำเภอด่านซ้าย จังหวัด จังหวัดเลย เทศกาลพื้นบ้านอีสานที่เต็มไปด้วยหน้ากากสีสันสดใส ขบวนแห่สุดครึกครื้น และเรื่องราวความเชื่อที่สืบทอดต่อกันมาหลายร้อยปี จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในประเพณีที่มีเอกลักษณ์ที่สุดของประเทศไทย และแทบหาไม่ได้จากที่ใดในโลก
.
ในทางวิชาการ นักมานุษยวิทยาจำนวนมากอธิบายว่า “ผีตาโขน” คือผลลัพธ์ของการผสมผสานระหว่าง พุทธศาสนาแบบเถรวาท กับความเชื่อเรื่องผี หรือความเชื่อเรื่องวิญญาณที่ฝังรากอยู่ในสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาอย่างยาวนาน ซึ่งประเพณีนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “งานบุญหลวง” งานบุญประจำปีของชาวด่านซ้าย ซึ่งรวมพิธีสำคัญ 3 งานเข้าด้วยกัน ได้แก่ บุญผะเหวด บุญบั้งไฟ และบุญซำฮะ ซึ่งต้นกำเนิดของคำว่า “ผีตาโขน” เชื่อกันว่าเพี้ยนมาจากคำว่า “ผีตามคน” ตามตำนานใน มหาเวสสันดรชาดก ที่เล่าว่า เมื่อพระเวสสันดรเสด็จกลับเมือง เหล่าผีป่าและสัตว์นานาชนิดต่างอาลัยในความดี จึงพากันแฝงตัวร่วมขบวนส่งเสด็จกลับพระนคร จนกลายเป็นที่มาของขบวนแห่ผีตาโขนในปัจจุบัน
.
หัวใจสำคัญของเทศกาล คือ “หน้ากากผีตาโขน” ที่สะท้อนภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างชัดเจน ในอดีต ชาวบ้านใช้วัสดุธรรมชาติใกล้ตัวมาประดิษฐ์ เช่น หวดนึ่งข้าวเหนียว ทำเป็นส่วนหัว โคนกาบมะพร้าว ทำเป็นใบหน้า ไม้เนื้ออ่อน แกะเป็นจมูกยาว เศษผ้าเก่า จีวรเก่า หรือมุ้งเก่า ทำเป็นเครื่องแต่งกาย ซึ่งเดิมหน้ากากไม่ได้มีสีสันสดใสเหมือนปัจจุบัน แต่ใช้ดินหม้อสีดำแต่งให้ดูน่าเกรงขาม ก่อนจะพัฒนามาใช้กระดาษ เรซิน และสีน้ำ จนกลายเป็นงานศิลปะพื้นบ้านที่โดดเด่นระดับประเทศ โดยนักวัฒนธรรมศึกษาอธิบายว่า การเลือกใช้วัสดุธรรมชาติไม่ได้เกิดจากความสะดวกเท่านั้น แต่สะท้อน “วิธีคิดของสังคมเกษตรกรรม” ที่ผูกพันกับธรรมชาติและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
.
สำหรับชาวด่านซ้าย ผีตาโขนไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลรื่นเริง แต่เกี่ยวข้องกับความเชื่อหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการบวงสรวงผีบรรพบุรุษที่คอยคุ้มครองเมือง เป็นพิธีขอฝนและความอุดมสมบูรณ์ในสังคมเกษตรกรรม หรือเป็นกุศโลบายขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกจากชุมชน รวมถึงยังมีความเชื่อสำคัญว่า เมื่อเล่นผีตาโขนเสร็จแล้ว จะต้องนำหน้ากากหรือชุดไปทิ้งลง แม่น้ำหมัน เพื่อปล่อยเคราะห์และสิ่งไม่ดีออกไป หากนำกลับบ้านอาจเกิดโชคร้ายตามความเชื่อโบราณ “ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก ที่ไม่มีใครเหมือน” สิ่งที่ทำให้ผีตาโขนโดดเด่น คือการผสมผสานระหว่างพุทธศาสนา ความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน การละเล่นพื้นเมือง รวมถึงอัตลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ตลอดขบวนแห่จะเต็มไปด้วยผู้คนสวมหน้ากากผีรูปร่างแปลกตา เต้นรำ สร้างสีสัน และเล่นกับนักท่องเที่ยวอย่างสนุกสนาน กลายเป็นประเพณีที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเทศกาลทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวระดับโลก
.
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ภายใต้ กระทรวงวัฒนธรรม ได้ขึ้นทะเบียน “ประเพณีผีตาโขน” เป็น มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2556 ในสาขาแนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาล ปัจจุบันผีตาโขนถูกนำมาต่อยอดในฐานะ Soft Power ไทย ผ่านหลายมิติ เช่น ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พัฒนาสินค้าที่ระลึกและงานหัตถกรรมหน้ากากผีตาโขน สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ในจังหวัดเลย ผลักดันการประชาสัมพันธ์สู่เวทีนานาชาติ และเตรียมต่อยอดสู่การเสนอขึ้นทะเบียนกับ UNESCO ในอนาคต ซึ่งรัฐบาลไทยภายใต้นโยบายส่งเสริม Soft Power ยังมุ่งผลักดันทุนวัฒนธรรมท้องถิ่นให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ชุมชน และยกระดับประเพณีไทยสู่เวทีโลก สำหรับปี 2569 งาน “ประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายน 2569 ณ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ
.
ย้อนกลับไปในปี 2568 พบว่ามีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานมากกว่า 170,000 คน ขณะที่ในปีนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า กระแสตอบรับยังคงคึกคัก โดยยอดจองที่พักในพื้นที่อำเภอด่านซ้ายและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างอำเภอภูเรือเกือบเต็มทั้งหมด คาดว่าตลอดการจัดงาน 3 วัน จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 100,000 คน และสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจชุมชนไม่ต่ำกว่า 188 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ได้อย่างชัดเจน โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวรวมแล้วกว่า 1.17 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 679,000 ล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 14 ล้านคน และรายได้จากนักท่องเที่ยวไทยอีกประมาณ 488,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า “การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” ยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
.
“ผีตาโขน” ไม่ได้เป็นเพียงงานรื่นเริงประจำปี แต่คือภาพสะท้อนของศรัทธา วิถีชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และพลังแห่งวัฒนธรรมไทยที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบัน จากพิธีพื้นบ้านเล็ก ๆ ของชาวด่านซ้าย วันนี้ผีตาโขนได้กลายเป็นตัวแทนของประเทศไทยในมิติของ Soft Power ที่แสดงให้โลกเห็นว่า วัฒนธรรมท้องถิ่น หากได้รับการต่อยอดอย่างเหมาะสม สามารถสร้างทั้งคุณค่า จิตใจ และมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
.
เพราะบางครั้ง “หน้ากาก” ที่ดูสนุกสนาน อาจซ่อนเรื่องราวของศรัทธาและอัตลักษณ์ของผู้คนเอาไว้อย่างลึกซึ้งกว่าที่หลายคนคิด

Location and Contact

01 Jan, 1970 - 01 Jan, 1970

Comment

×
Share Article
Copyright 2022, The Government Public Relations Department
Web Traffic Statistics : 177,986,887