สมการปราบปรามสแกมเมอร์ เจาะโครงสร้างอาชญากรรมข้ามชาติ จากหน้าจอหลอกลวง สู่เส้นทางเงินและกลไกความมั่นคง  EP.1 THE THREAT “จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์สู่อาชญากรรมข้ามชาติ”

      ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างรวดเร็ว ความสะดวกสบายในการสื่อสารและการทำธุรกรรมทางการเงินกลับกลายเป็นช่องทางให้เกิดภัยคุกคามรูปแบบใหม่ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Call Center Gangs) และ สแกมเมอร์ (Scammers) ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดจากการเป็นเพียง "มิจฉาชีพรายย่อย" หรือคนโทรหลอกลวงทั่วไป มาสู่การเป็น "เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่" ที่ส่งผลกระทบรุนแรงไม่เพียงแต่กับประชาชนผู้บริสุทธิ์ แต่ยังสั่นคลอนโครงสร้างเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
.
วิวัฒนาการจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์สู่เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
      จุดเริ่มต้นของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในอดีต มักเริ่มต้นด้วยรูปแบบการสุ่มโทรศัพท์ (Cold Calling) โดยใช้บทบาทสมมติซ้ำๆ เช่น การอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์แจ้งว่ามีพัสดุตกค้าง หรืออ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารแจ้งว่ามีหนี้บัตรเครดิต โดยมีฐานการทำงานเล็กๆ และใช้กลโกงพื้นฐานในการขู่ให้เหยื่อหวาดกลัวแล้วโอนเงิน
ทว่าในปัจจุบัน เครือข่ายเหล่านี้ได้ยกระดับโครงสร้างองค์กรอย่างก้าวกระโดด กลายเป็น อาชญากรรมจัดตั้ง (Organized Crime) ที่มีความซับซ้อนและมีลักษณะดังนี้:
- โครงสร้างระดับสากล: มีการแบ่งงานกันทำอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กลุ่มทุนข้ามชาติ, ทีมพัฒนาไอทีและเทคโนโลยี, ทีมคอลเซ็นเตอร์ (Scam Centers) ที่ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือเมืองชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน ไปจนถึงทีมบริหารจัดการบัญชีม้า (Mule Accounts) และทีมฟอกเงิน
- การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระดับสูง: นำระบบ AI เช่น Deepfake ภาพและเสียงมาใช้ในการปลอมตัวเป็นบุคคลที่เหยื่อวางใจ การใช้เทคโนโลยี VoIP (Voice over IP) ปลอมแปลงเบอร์โทรศัพท์ (Caller ID Spoofing) และการใช้มัลแวร์สเปกตรัมสูงเพื่อเข้าควบคุมโทรศัพท์มือถือของเหยื่อแบบไร้รอยต่อ
- การเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์: อาชญากรรมประเภทนี้มิได้หยุดอยู่แค่เรื่องเงิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการล่อลวงแรงงานไปกักขัง บังคับให้ทำงานเป็นสแกมเมอร์ในฐานปฏิบัติการข้ามแดน ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
.
รูปแบบกลโกงที่หลากหลาย: เล่ห์เหลี่ยมเจาะลึกพฤติกรรมมนุษย์
    สแกมเมอร์ยุคใหม่ไม่ได้ใช้เพียงแค่ความกลัวเป็นเครื่องมือ แต่ยังใช้ประโยชน์จากความโลภ ความรัก ความสงสาร และความน่าเชื่อถือ โดยสามารถแบ่งกลโกงหลักๆ ออกได้เป็น 3 รูปแบบสำคัญ:
      1. การหลอกลงทุน (Investment Scam / Pig Butchering)
มิจฉาชีพจะสร้างโปรไฟล์ปลอมขึ้นมาสร้างความน่าเชื่อถือ ชวนลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency), หุ้นต่างประเทศ หรือแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ปลอม ในช่วงแรกเหยื่อมักจะได้ผลตอบแทนจริงเพื่อสร้างความไว้วางใจ ก่อนจะถูกหว่านล้อมให้ลงเงินจำนวนมหาศาล และสุดท้ายจะไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ กลโกงลักษณะนี้สร้างความเสียหายทางมูลค่าสูงที่สุดในปัจจุบัน
      2. โรแมนซ์สแกม (Romance Scam / Hybrid Scam)
ใช้จิตวิทยาในการหลอกลวงผ่านแอปพลิเคชันหาคู่หรือสื่อสังคมออนไลน์ โดยหลอกให้รักและไว้วางใจในระยะยาว ก่อนจะสร้างเรื่องราวเท็จเพื่อขอความช่วยเหลือทางการเงิน เช่น อ้างว่าป่วยหนัก สิ่งของตกค้างที่ด่านศุลกากร หรือชักชวนให้ร่วมวางแผนสร้างอนาคตด้วยการลงทุนปลอม (Hybrid Scam)
      3. การแอบอ้างหน่วยงานรัฐและองค์กรบังคับใช้กฎหมาย
การปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ, DSI, ปปง., สรรพากร หรือค่ายโทรศัพท์มือถือ โดยอ้างว่าเหยื่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินหรือคดียาเสพติด มิจฉาชีพจะสร้างเอกสารปลอม ทำสายหลุดเพื่อโทรกลับ หรือใช้วิดีโอคอลกดดันให้เหยื่อเกิดความตื่นตระหนกและยินยอมโอนเงินเพื่อ "ตรวจสอบความบริสุทธิ์"
.
ผลกระทบเชิงโครงสร้าง: ความเสียหายทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น
เหตุใดอาชญากรรมนี้จึงถูกยกให้เป็น ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ? 
      คำตอบไม่ได้อยู่ที่เพียงจำนวนเงินที่เหยื่อสูญเสียไป แต่รวมถึงผลกระทบในวงกว้าง ดังนี้:
- ความเสียหายทางเศรษฐกิจระดับมหาศาล: เม็ดเงินหลายหมื่นล้านบาทถูกสูบออกจากระบบเศรษฐกิจของประเทศในแต่ละปี และถูกนำไปฟอกผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลหรือธุรกิจสีเทาในต่างประเทศ ส่งผลให้สภาพคล่องในประเทศลดลงและการเก็บภาษีของรัฐเสียหาย
- การทำลายความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัล (Digital Trust): เมื่อประชาชนเกิดความหวาดระแวง ไม่กล้าเปิดรับสายโทรศัพท์ ไม่กล้าทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร หรือปฏิเสธการใช้งานบริการภาครัฐออนไลน์ ย่อมส่งผลสะเทือนต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ของประเทศ
- วิกฤตสุขภาพจิตและสังคม: เหยื่อจำนวนมากต้องสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิต ต้องแบกรับภาระหนี้สิน นำไปสู่ปัญหาครอบครัว ความเครียดสะสม วิตกกังวลอย่างรุนแรง และในหลายกรณีนำไปสู่การจบชีวิตลง นับเป็นความสูญเสียทางสังคมที่ไม่สามารถประเมินค่าได้
.
      ประเด็นชวนคิด: สิ่งที่เหยื่อเห็น เป็นเพียงปลายทางของเครือข่ายขนาดใหญ่หรือไม่?
      เมื่อเรามองไปยังภาพของสแกมเมอร์ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเพียง "คนปลายสาย" ที่โทรมาหลอกลวง หรือ "บัญชีม้า" ที่รับโอนเงิน แต่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียง "ยอดของภูเขาน้ำแข็ง" (Tip of the Iceberg) เท่านั้น
.
      หากเราเปรียบเทียบเครือข่ายสแกมเมอร์เป็นองค์กรธุรกิจใต้ออกซิเจน คนที่โทรหาเราเป็นเพียงพนักงานระดับล่างสุดที่อาจเป็นทั้งผู้เต็มใจและเหยื่อจากการค้ามนุษย์ ในขณะที่โครงสร้างใต้น้ำที่แท้จริงคือ กลุ่มทุนสีเทาข้ามชาติ ที่มีระบบบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล (Data Broker) มีวิศวกรซอฟต์แวร์ที่คอยพัฒนาเทคโนโลยีหลอกลวง และมีระบบฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับกาสิโนและตลาดคริปโทเคอร์เรนซีทั่วโลก
.
      ดังนั้น การแก้ปัญหาด้วยการไล่อายัดบัญชีม้าหรือจับกุมผู้เปิดซิมการ์ดเพียงอย่างเดียว จึงไม่ต่างจากการตัดกิ่งก้านของต้นไม้พิษตราบใดที่ "รากแก้ว" หรือกลุ่มทุนและเครือข่ายข้ามชาติยังคงไม่ถูกทำลาย
.
      ภัยคุกคามในบริบทของสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความประมาทส่วนบุคคล หรือการถูกหลอกลวงทั่วไป แต่เป็น สมคบคิดระดับโครงสร้าง (Structural Conspiracy) ที่ใช้ประโยชน์จากช่องว่างทางกฎหมาย เทคโนโลยี และความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ การรับมือกับภัยคุกคามนี้จึงจำเป็นต้องอาศัยการยกระดับจากการป้องกันตัวระดับบุคคล ไปสู่การร่วมมือกันระดับนานาชาติ การเข้มงวดของสถาบันการเงิน และการใช้นโยบายความมั่นคงไซเบอร์ระดับชาติอย่างแท้จริง
.
บทความโดย : โกวิทย์ แซ่ซอร์ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารแห่งชาติ กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์
19 ต.ค. 69

Location and Contact

01 Jan, 1970 - 01 Jan, 1970

Comment

×
Share Article
Copyright 2022, The Government Public Relations Department
Web Traffic Statistics : 194,243,660