Thailand to Cannes เมื่อไทยเปลี่ยน ‘หนัง’ เป็นอาวุธเศรษฐกิจ

     กว่า 80 ปีก่อน เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ หรือ Festival de Cannes ถือกำเนิดขึ้นจากการต่อต้านอิทธิพลทางการเมืองในวงการภาพยนตร์โลก จนกลายมาเป็นเวทีศิลปะภาพยนตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกในปัจจุบัน และในปี 2026 ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่เวทีเดียวกัน ไม่ใช่เพียงในฐานะ “ผู้ร่วมงาน” แต่ในฐานะประเทศที่กำลังประกาศตัวเป็น “ผู้เล่นสำคัญ” ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และดิจิทัลคอนเทนต์โลก
.
     หากย้อนกลับไปในอดีต อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเคยเติบโตจากระบบสตูดิโอขนาดเล็ก ภาพยนตร์พากย์สด และการผลิตเพื่อผู้ชมภายในประเทศเป็นหลัก แต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือจุดเริ่มต้นของยุคทองภาพยนตร์ไทย ทั้งหนังชีวิต หนังเพลง หนังแอ็กชัน และหนังพื้นบ้านที่สร้าง “ดารา” และ “วัฒนธรรมร่วม” ให้คนไทยทั้งประเทศ
.
     ต่อมาในยุค 1990–2000 ภาพยนตร์ไทยเริ่มกลับมาสร้างแรงสั่นสะเทือนระดับนานาชาติอีกครั้ง ผ่านผลงานของผู้กำกับรุ่นใหม่ที่ใช้ภาษาและอัตลักษณ์ไทยเล่าเรื่องในรูปแบบสากล ไม่ว่าจะเป็นหนังอิสระ หนังศิลปะ หรือหนังสยองขวัญที่กลายเป็นจุดแข็งสำคัญของไทยในตลาดโลก
.
     สำหรับการประกาศแนวคิด “Content Thailand” ของนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองของภาครัฐที่มีต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างชัดเจน จากเดิมที่ “ภาพยนตร์” ถูกมองเป็นงานวัฒนธรรมหรือความบันเทิง ปัจจุบันรัฐบาลกำลังมองอุตสาหกรรมนี้ ในฐานะ “โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่” ที่สามารถสร้างรายได้ การจ้างงาน การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ประเทศได้พร้อมกัน
.
     สิ่งสำคัญคือ ปี 2026 ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เห็น “การบูรณาการ” ของหลายกระทรวงชัดเจนที่สุด ทั้ง กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งทำงานร่วมกันในการผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยออกสู่ตลาดโลก ผ่านทั้งการสนับสนุนผู้ประกอบการ การเจรจาธุรกิจ การสร้างเครือข่าย และการใช้เทศกาลระดับโลกเป็นพื้นที่นำเสนอศักยภาพของประเทศ
.
     ในอดีต ประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมเทศกาลคานส์เพื่อหวังรางวัลหรือชื่อเสียง แต่ปัจจุบัน “Marché du Film” หรือ ตลาดซื้อขายภาพยนตร์ที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในโลก กลายเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญไม่แพ้พรมแดงปีนี้ประเทศไทยเข้าร่วมด้วยยุทธศาสตร์ที่ครบวงจร ตั้งแต่การเปิด Thailand Pavilion กิจกรรม Thai Pitching กิจกรรม Producer Networking - Thai Cinema Showcase Cannes 2026 ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับสื่อบันเทิงระดับโลกอย่าง Deadline ภายใต้ชื่อ “Thai Cinema Global Showcase 2026”
.
     โดยความพิเศษครั้งนี้คือ การที่ BamBam GOT7 หรือ แบมแบม กันต์พิมุกต์ เข้าร่วม Festival de Cannes ในฐานะตัวแทนภาพยนตร์ไทย ไม่ใช่เพียงการสร้างกระแสในเชิงบันเทิง แต่เป็นภาพสะท้อนของยุทธศาสตร์ “Soft Power” ที่ผสมผสาน เพราะปัจจุบันเกาหลีใต้พิสูจน์เรื่องนี้มาแล้วผ่าน K-POP และ K-Drama ขณะที่ไทยกำลังเริ่มเดินเกมในทิศทางเดียวกัน ผ่านศิลปินไทยระดับโลกและอุตสาหกรรมบันเทิงที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น
.
     โดยหนึ่งในนโยบายสำคัญที่สุดของปีนี้ คือมาตรการ Cash Rebate สูงสุด 20% สำหรับบริษัทต่างชาติที่จ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ในประเทศไทย ซึ่งมาตรการนี้ไม่ได้หมายถึงแค่การดึงกองถ่ายต่างชาติเข้ามา แต่กำลังสร้าง “ระบบนิเวศอุตสาหกรรมสร้างสรรค์” ทั้งระบบ ตั้งแต่แอนิเมชัน วิชวลเอฟเฟกต์ (VFX) ทีมโปรดักชันไทย ไปจนถึงแรงงานสร้างสรรค์รุ่นใหม่
.
     หากดำเนินการต่อเนื่อง ไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็น “Production Hub” ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้จริง โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศแข่งขันกันดึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์เข้าประเทศอย่างหนัก
.
     สิ่งที่น่าสนใจคือ หนังไทยที่ถูกผลักดันในคานส์ปีนี้จำนวนมาก เป็นหนังที่มี “อัตลักษณ์ไทย” ชัดเจน แต่ใช้วิธีเล่าเรื่องที่เข้าถึงผู้ชมสากล ไม่ว่าจะเป็น หนังแนว Folk Horror เรื่อง ‘สมิงเขาขวาง’ หรือหนังไสยศาสตร์ เรื่อง‘ของแขก 2’ ซึ่งสะท้อนว่าไทยเริ่มค้นพบ “จุดขาย” ของตัวเองในตลาดโลกได้ชัดเจนขึ้น ต่างจากอดีตที่พยายามเลียนแบบฮอลลีวูดหรือเอเชียตะวันออก
.
     ส่วนกรณีของ คำสารภาพของหมอผี ที่ดัดแปลงจากเรื่องเล่าของ The Ghost Radio ก็สะท้อนแนวโน้มใหม่ของอุตสาหกรรมไทย ที่เริ่มนำ “วัฒนธรรมร่วมสมัยของคนไทย” มาต่อยอดเป็นทรัพย์สินทางปัญญาระดับสากล
.
     หนึ่งในภาพที่ชัดที่สุดของคานส์ปี 2026 คือ การที่ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และศิลปินไทย เริ่มเดินไปในทิศทางเดียวกัน เพราะประเทศไทยเริ่มเข้าใจว่า ภาพยนตร์ไม่ใช่แค่ศิลปะ หรือความบันเทิง แต่คือ “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ที่สามารถสร้างทั้งรายได้ ภาพลักษณ์ประเทศ อิทธิพลทางวัฒนธรรม และความเชื่อมั่นในเวทีโลกได้พร้อมกัน
.
     หากการบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน และคนสร้างสรรค์ยังเดินหน้าต่อเนื่อง ไทยอาจไม่ได้เป็นเพียง “ผู้เข้าร่วม” อีกต่อไป แต่อาจกลายเป็นหนึ่งในประเทศ “ผู้นำ” อุตสาหกรรมภาพยนตร์และดิจิทัลคอนเทนต์ในเอเชียในอนาคตข้างหน้าได้จริง


ความคิดเห็น

×
แชร์ บทความ
สงวนลิขสิทธิ์ 2022 โดย กรมประชาสัมพันธ์
สถิติการเข้าชม : 175,079,461