ระหว่างวันที่ 14–18 ตุลาคม 2569 ไทยและกัมพูชาจะเข้าร่วมการประชุมครั้งที่สองของคณะกรรมาธิการประนอม (Conciliation Commission) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS หลังจากการประชุมครั้งแรกที่สิงคโปร์เมื่อวันที่ 14–16 กันยายนที่ผ่านมา
.
การประชุมครั้งนี้เป็นอีกขั้นของกระบวนการที่ทั้งสองฝ่ายต้องนำเสนอข้อเท็จจริงและจุดยืนเกี่ยวกับข้อพิพาทเขตทางทะเล โดยมีโจทย์สำคัญอยู่ที่การหาทางออกภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ท่ามกลางความแตกต่างของผลประโยชน์และแนวทางที่แต่ละฝ่ายต้องการให้กระบวนการนำไปสู่
.
จากการยุติกรอบเดิม สู่กระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS
จุดเริ่มต้นของกระบวนการนี้เกิดขึ้นหลังจากไทยยุติบันทึกความเข้าใจไทย–กัมพูชา พ.ศ. 2544 หรือ MOU 44 ซึ่งเป็นกรอบการหารือเกี่ยวกับการกำหนดเขตทางทะเลและการพัฒนาทรัพยากรร่วมกันในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน ก่อนที่กัมพูชาจะยื่นเริ่มกระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569
การประชุมครั้งแรกที่สิงคโปร์ ทั้งสองฝ่ายรับรองเอกสารสำคัญ ได้แก่ ข้อตกลงการแต่งตั้ง (Terms of Appointment) และข้อบังคับกระบวนการ (Rules of Procedure) เพื่อกำหนดกรอบการทำงานและแนวทางดำเนินกระบวนการในระยะต่อไป โดยมีศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (Permanent Court of Arbitration: PCA) ทำหน้าที่เป็นฝ่ายทะเบียนของกระบวนการ
กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า กระบวนการนี้คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 12 เดือน ก่อนที่คณะกรรมาธิการประนอมจะจัดทำรายงานพร้อมข้อสรุปและข้อเสนอแนะ ทั้งนี้ การเริ่มกระบวนการดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยอมรับแนวเขตทางทะเลร่วมกันแล้ว แต่เป็นการเข้าสู่กลไกเพื่อแสวงหาแนวทางคลี่คลายข้อพิพาท
.
ข้อพิพาททางทะเลเกี่ยวข้องกับอะไร
ประเด็นหลักเกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตทางทะเลในพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิทับซ้อนกัน โดย UNCLOS มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่ มาตรา 15 ว่าด้วยการกำหนดเขตทะเลอาณาเขต และมาตรา 74 กับมาตรา 83 ว่าด้วยการกำหนดเขตเศรษฐกิจจำเพาะและไหล่ทวีปตามลำดับ
การพิจารณาเขตทางทะเลไม่ได้อาศัยเพียงการลากเส้นแบ่งพื้นที่ แต่ต้องพิจารณาบทบัญญัติกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อมูลทางภูมิศาสตร์และเทคนิค ตลอดจนข้อเท็จจริงที่แต่ละฝ่ายนำเสนอ เพื่อประกอบการพิจารณาว่าควรกำหนดแนวเขตอย่างไรให้สอดคล้องกับกฎหมาย
ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามจึงไม่ใช่เพียงว่าฝ่ายใดเสนอแนวเขตแบบใด แต่รวมถึงเหตุผลและหลักฐานที่ใช้สนับสนุนข้อเสนอเหล่านั้นด้วย
.
กลไกทางทะเลไม่ใช่การเจรจาเขตแดนทางบก
อีกประเด็นที่ควรแยกให้ชัด คือ กระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS กับกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) มีขอบเขตและวัตถุประสงค์ต่างกัน
กระบวนการภายใต้ UNCLOS มุ่งเกี่ยวกับข้อพิพาทด้านเขตทางทะเล ขณะที่ JBC เป็นกลไกทวิภาคีที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก การพิจารณาประเด็นหนึ่งจึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการชี้ขาดอีกประเด็นหนึ่งโดยอัตโนมัติ
ในส่วนของเกาะกูดและอธิปไตยเหนือดินแดน ไทยยืนยันจุดยืนมาโดยตลอดว่า MOU 44 ไม่กระทบต่ออธิปไตยของไทยเหนือเกาะกูด การรายงานเรื่องนี้จึงควรแยกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการเขตทางทะเลออกจากประเด็นอธิปไตยเหนือดินแดนอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้อ่านเข้าใจว่าการเข้าสู่กระบวนการประนอมเท่ากับการยอมรับข้อเรียกร้องของอีกฝ่าย
.
คณะกรรมาธิการประนอมมีอำนาจแค่ไหน
กระบวนการนี้ดำเนินการภายใต้บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องของ UNCLOS รวมถึงมาตรา 298 และภาคผนวก V โดยมีลักษณะเป็นการประนอม ไม่ใช่การพิจารณาคดีที่คณะกรรมาธิการจะออกคำพิพากษาตัดสินแนวเขตทางทะเลให้ทั้งสองฝ่าย
หน้าที่สำคัญของคณะกรรมาธิการคือพิจารณาประเด็นข้อพิพาท รับฟังข้อมูลจากคู่กรณี และจัดทำรายงานพร้อมข้อสรุปและข้อเสนอแนะเพื่อช่วยให้ทั้งสองฝ่ายแสวงหาทางออกอย่างสันติ รายงานดังกล่าวไม่มีผลผูกพันในลักษณะคำพิพากษาที่ชี้ขาดข้อพิพาท
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าเมื่อข้อเสนอแนะไม่มีผลผูกพันแล้ว กระบวนการนี้จะไม่มีความสำคัญ เพราะรายงานอาจเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเจรจาในระยะต่อไป ขณะที่ผลลัพธ์จริงยังขึ้นอยู่กับการดำเนินการและการเจรจาของทั้งสองฝ่ายภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
กล่าวได้ว่า ความสำเร็จของกระบวนการจึงไม่ได้วัดจากการได้ข้อยุติทันที แต่ต้องพิจารณาว่ากระบวนการช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจประเด็นที่เห็นต่าง และเปิดทางไปสู่ข้อตกลงที่ยอมรับร่วมกันได้มากน้อยเพียงใด
.
จากแนวเขตทางทะเล สู่ผลประโยชน์ด้านทรัพยากร
ข้อพิพาทเขตทางทะเลยังเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ด้านทรัพยากร โดยเฉพาะความเป็นไปได้ในการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการกล่าวถึงในการวิเคราะห์ของ Asia Maritime Transparency Initiative (AMTI) ภายใต้ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศ (CSIS)
อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ด้านทรัพยากรไม่ควรถูกนำเสนอเสมือนเป็นการยืนยันว่ามีปริมาณทรัพยากรที่สามารถนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้แน่นอน หรือว่าการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์โดยตรง เพราะการกำหนดเขตทางทะเล การสำรวจทรัพยากร และการพัฒนาทรัพยากรร่วมกันเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ได้มีความหมายเดียวกัน
ในเชิงวิเคราะห์ สิ่งที่ต้องติดตามจึงมีทั้งแนวทางการกำหนดเขตทางทะเล หลักฐานทางเทคนิคที่แต่ละฝ่ายนำเสนอ และท่าทีต่อการจัดการผลประโยชน์ในพื้นที่ หากการเจรจาในอนาคตจะพิจารณาเรื่องทรัพยากรร่วมด้วย
.
หลังการประชุมที่กรุงเฮก ต้องจับตาอะไร
การประชุมระหว่างวันที่ 14–18 ตุลาคม 2569 เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการที่ยังต้องดำเนินต่อไป ประเด็นสำคัญที่ควรติดตาม ได้แก่
🔵 ความคืบหน้าด้านกระบวนการ ว่าคณะกรรมาธิการประนอมและทั้งสองฝ่ายกำหนดแนวทางทำงานในขั้นต่อไปอย่างไร
🔵 ข้อเท็จจริงและหลักฐานทางเทคนิค ว่าประเด็นใดเป็นจุดที่ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกัน และประเด็นใดยังมีความแตกต่าง
🔵 ขอบเขตของทางออกที่เป็นไปได้ ว่าการหารือมุ่งไปที่การกำหนดเขตทางทะเลเพียงใด และมีประเด็นอื่นที่ทั้งสองฝ่ายพร้อมหารือภายใต้กรอบกฎหมายหรือไม่
🔵 ท่าทีของไทยและกัมพูชาในระยะต่อไป รวมถึงการสื่อสารต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนแยกแยะข้อเท็จจริง ข้อเสนอของแต่ละฝ่าย และผลที่เกิดขึ้นจริงจากกระบวนการได้อย่างถูกต้อง
.
ท้ายที่สุด กระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS เป็นกลไกหนึ่งในการแสวงหาทางออกสำหรับข้อพิพาททางทะเล แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะได้ข้อยุติในทันที สิ่งที่ต้องจับตาคือการใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ข้อมูลทางเทคนิค และการเจรจาอย่างจริงจัง จะช่วยลดความแตกต่างระหว่างสองประเทศและนำไปสู่แนวทางที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้มากน้อยเพียงใด
.
12 ต.ค. 69